.

.

วันพุธที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2558

เรื่องที่ 21 ผ้าขาว



กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีสองสามีภรรยาคู่หนึ่งอาศัยอยู่ในหม่บ้านแห่งหนึ่ง
เช้าตรู่วันหนึ่งภรรยาตื่นแต่เช้ามายืนมองทะลุกระจก เพื่อเฝ้าดูเพื่อนบ้านที่กำลังตากผ้าอยู่ด้านนอก เธอยืนมองนานสักครู่ จึงพูดขึ้นว่า "เพื่อนบ้านเราซักผ้าไม่สะอาดเลย”

เช้าตรู่วันใหม่ภรรยาก็ตื่นแต่เช้าอีกเช่นเคย และก็มายืนมองทะลุกระจกดูเพื่อนบ้านซึ่งกำลังตากผ้าเหมือนเมื่อวาน เธอเฝ้าดูสักครู่จึงพูดขึ้นอีกว่า "เพื่อนบ้านเราซักผ้าไม่สะอาดยิ่งกว่าเดิมเสียอีก แย่จัง”
จากเหตุการณ์ทั้งสองวันนี้ สามีของเธอก็ได้ยินเรื่องราวทั้งหมด แต่ก็ไม่พูดอะไร

พอถึงเช้าวันที่สามภรรยา ก็ตื่นแต่เช้า หวังจะดูว่าวันนีเพื่อนบ้านจะซักผ้าเป็นอย่างไร เมื่อมาถึง เธอก็มองทะลุกระจกออกไป เธอตกตลึงแทบไม่เชื่อตาตัวเอง เพราะวันนี้เธอเห็นเสื้อผ้าที่ตากอยู่บนราวขาวสะอาดมาก ๆ เธอตื่นเต้นมากจึงรีบวิ่งไปบอกสามีของเธอว่า "วันนี้เพื่อนบ้านเราซักเสื้อผ้าได้สะอาดมากๆ น่าแปลกจังเลย”

สามีของเธอพอได้ยิน ดังนั้นก็มองหน้าเธอด้วยแววตาที่เอื้ออาทรพร้อมกับพูดดว่า "คุณ เมื่อเช้าผมขัดกระจกบ้านเราเองหรอก มันจึงทำให้คุณเห็นเสื้อผ้าของเพื่อนบ้านดูสะอาดมากขึ้น แต่จริงๆแล้ว ผมคิดว่าทั้งวันแรกและวันที่สองเพื่อนบ้านของเรา เขาก็ซักเสื้อผ้าได้สะอาดเหมือนวันนี้แหละ กระจกบ้านเราต่างหากที่มันไม่สอาด "

ในขณะที่ภรรยากำลังยืนนิ่่ง เหมือนกำลังคิดอะไรได้ สามีจึงพูดขึ้นอีกว่า
ใดๆ ในโลกนี้ ทั้ง ดี เลว ขาวดำ สะอาด สกปรก จริงๆแล้วขึ้นอยู่กับที่เรามอง ทุกอย่างมันมีแต่ความเป็นธรรมดาของมัน ไม่มีดี เลว ขาวดำ สะอาด สกปรก และบางทีการที่เราเห็นสิ่งใดๆไม่สะอาด สกปรก แท้จริงอาจจะไม่ใช่ก็ได้ อาจจะเป็นเราเองก็ได้ที่ไม่สะอาด สกปรกเสียเอง ดังนั้นจึงควรระวังเมื่อเราจะมองอะไรสักอย่าง

เรื่องที่ 20 เชือก



กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว หลวงพ่อวัดเซนพาชาวบ้านทั้งหลายพากันไปดูควายเผือกตัวหนึ่ง ซึ่งกำลังก้มหน้าก้มตากินหญ้าอันเขียวชอุ่มอย่างเอร็ดอร่อย ชมดูอย่างเพลินใจนานสักครู่หลวงพ่อจึงเอ่ยขึ้นว่า
หลวงพ่อ : จากเหตุการณ์นี้พวกเจ้าเห็นอะไร

ชาวบ้านคนที่หนึ่ง : เห็นความงดงามของควายเผือกครับ ผิวสีขาวนวล เขายาว ทรวดทรงดี สง่างามจริงๆครับ

ชาว บ้านคนที่สอง : เห็นชีวิตที่เรียบง่ายของชีวิตควายครับ เหมือนความสุขของมันหาง่ายนิดเดียว ชีวิตมันดูไม่ซับซ้อนยุ่งยากเหมือนชีวิตมนุษย์เรา

ขณะที่ ทุกคนกำลังชื่นชมอย่างเพลินใจนั้นเอง ชาวบ้านคนที่สามก็พูดขึ้นว่า " แต่เสียอย่างเดียว ชีวิตเจ้าควายต้องผูกติดอยู่กับเชือกเส้นเดียวที่เจ้าของล่ามไว้ หากไม่มีเชือกเส้นนั้น ชีวิตมันคงเป็นอิสระ และมีความสุขอย่างถึงที่สุดนะ"

ชาวบ้านหลายคนพยัคหน้าเห็นด้วย ทอดสายตาอย่างอ่อนโยน เปล่งประกายแห่งความอินในอารมณ์เป็นอย่างยิ่ง

ใขขณะ ที่ทุกคนกำลังเงียบกริบเหมือนกำลังคิดอะไรได้ หลวงพ่อก็พูดขึ้นว่า " ชีวิตคนก็เหมือนกันนะ ความอิสระของเราลดลงเพราะถูกผูกติดอยู่กับเชือกที่เราสร้างขึ้น เชือกบางเส้นเห็นได้ยาก เพราะมันละเอียดอ่อน หรือบางทีเราจะรู้ว่ามันเป็นเชือก ก็ต่อเมื่อมันสร้างทุกข์ให้กับเรานั่นแหละ แต่อย่างไรก็ตามหากทุกคนดำรงชีวิตด้วยความมีสติและไม่ประมาท เชือกก็จะมัดเราน้อยลง

เรื่องที่ 19 น้ำเต็มแก้ว


กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว หลวงพ่อวัดเซนได้เรียกเหล่าเด็กวัดมาหา จากนั้นก็หยิบแก้วใส่น้ำ 3 ใบมาวาง โดยแก้วใบที่ 1 เป็นแก้วเปล่าไม่ใส่น้ำ แก้วใบที่ 2 เป็นแก้วที่เติมน้ำครึ่งแก้ว และแก้วใบที่ 3 เป็นแก้วที่เติมน้ำเต็มแก้ว จากนั้นหลวงพ่อก็ถามขึ้นว่า "พวกเจ้าเห็นแก้วทั้งสามใบแล้ว มีความคิดเห็นเป็นอย่างไร”

เด็กวัดกลุ่มที่1 ตอบว่า : คนเราควรทำตนให้เป็นดังแก้วใบแรก เพราะเมื่อเราไปเรียนรู้กับคนอื่นเราจะได้ความรู้อย่างมากมาย

เด็ก วัดกลุ่มที่สอง ตอบว่า : แต่พวกเราเห็นว่าคนเราควรทำตนให้เป็นดังแก้วใบที่สองนะ คือควรมีน้ำคือความรู้อยู่บ้าง เมื่อไปเรียนรู้กับผู้อื่นเราจะเรียนรู้ได้เร็วและเต็มได้ไว

หลวงพ่อ : ไม่มีใครอยากเป็นแก้วใบที่สามเหรอ

เด็กวัด : ไม่ครับ เพราะคนที่ทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว ใครใส่อะไร ก็จะไม่รับอีก

หลวงพ่อ : เหรอ (พูดพลางอมยิ้มพลาง) เอ้าต่อไปพวกเจ้าสังเกตต่อนะว่าจะเห็นอะไร

หลัง จากนั้นหลวงพ่อก็ค่อยๆรินน้ำใส่แก้วใบที่สามช้าๆ ปรากฎว่าน้ำเก่าที่อยู่ในแก้วถูกน้ำใหม่ที่เทลงไปดันให้ไหลออกมานอกแก้ว น้ำที่อยู่ในแก้วยังคงเต็มเหมือนเดิม แต่ต่างจากเดิมตรงที่ว่าน้ำที่อยู่ในแก้วเป็นน้ำใหม่ที่เทลงไป เด็กวัดทุกคนต่างพากันจ้องมองด้วยความสนใจ

สุดท้ายหลวงพ่อ ได้พูดขึ้นว่า จริงๆแล้ว แก้วทั้งสามใบต่างก็มีค่าในตัวเองทุกใบ แม้แต่แก้วใบที่สาม ที่ทุกคนเห็นว่าเป็นน้ำเต็มแก้ว ก็ใช่ว่าจะรับอะไรเพิ่มไม่ได้ พูดเพียงเท่านี้หลวงพ่อก็เดินจากไป

เรื่องที่ 18 งูเห่า


กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีงูเห่าไฟตัวหนึ่งได้เลื่้อยผ่านเข้าไปในวัดเซน เหตุการณืนี้ทำเอาชาวบ้านแตกตื่นกันทั้งวัด ต่างพากันวิ่งหนีกันอลม่าน เสียงเอะอะโวยวายดังขึ้นเรื่อยๆ จนหลวงพ่อวัดเซนต้องเดินมาดู

หลวง พ่อ : มีอะไรกันเหรอโยม

ชาวบ้าน : งูเห่า!!!! งูเห่าครับหลวงพ่อ โอ้โฮตัวใหญ่เบ้อเร่อ ตาแดงก่ำ ถ้าโดนฉกนี่คงตายคาที่แน่เลยครับ นี่เดี๋ยวพวกผมคิดว่าจะไปฆ่ามันครับ

หลวงพ่อ : อย่าเลย อย่าไปฆ่าอย่าไปรังแกมันเลย สัตว์เดรัตฉานมันไม่รู้เรื่องหรอก มันหากินไปตามประสาของมัน มันมาเองเดี๋ยวมันก็ไปเอง

หลาย คนพอได้ยินหลวงพ่อพูดอย่างนี้ก็ไม่ค่อยเห็นด้วย บางคนบอกว่าถ้างูยังอยู่ กลัวมันฉก กลัวมันกัด และ อื่นๆอีกหลายเหตุผลความกลัว ในขณะที่ชาวบ้านคุยกันเรื่องกลัวงู หลวงพ่อก็ยืนนิ่งฟัง แต่ท่านดูนิ่งสงบเป็นพิเศษ ไม่พูดจาอะไรเลย จนมีชาวบ้านอดถามไม่ได้ว่า

ชาว บ้าน : หลวงพ่อยืนนิ่งดอะไรเหรอครับ

พลวงพ่อ : เฮ้อ มนุษย์เราต่างพากันกลัวแต่งูเห่าภายนอก แต่ไม่พากันกลัวงูเห่าภายในกันเลย
ชาว บ้าน : หือ งูเห่าภายในมีด้วยเหรอครับ ยังไงครับ

หลวง พ่อค่อยๆอธิบายให้ฟังว่า " ก็อารมณ์ของเราไง มันชอบเลื้อยไปเรื่อยๆ มีทั้งสุข ทั้งทุกข์ ทั้งเฉยๆ สุขแสดงออกมาในความเพลิดเพลินใจ ทุกข์แสดงออกมาในอารมณ์เศร้าเสียใจ เราทั้งหลายก็มักที่ไปจับไปต้องอารมณ์เหล่านี้ จับแล้วคิดแล้วก็สร้างความทุกข์ให้ตนเอง ทุกข์เท่าไรๆก็ไม่เข็ด ดังนั้นทางที่ดีให้พากันวางเสีย อารมณ์เราเปรียบเสมือนงูเห่า จับเมือไรมันจะฉกทันที จะสร้างทุกข์ให้แก่ตนทันที "

เรื่องที่ 17 สิ่งที่ดีที่สุด


บ่ายแก่ๆวันหนึ่งเจ้าชายกำลังควบม้าฝีเท่าดีมาที่วัดเซนแห่งหนึ่ง เพื่อหวังจะมาพบหลวงพ่อวัดเซน เพื่อที่จะศึกษากระแสจิตแห่งความเมตตาของท่าน แต่...ในขณะนี้เจ้าชายหารู้ไม่ว่า ศรัตรูของเจ้าชายได้สะกดรอยตามมาเพื่อหวังจะฆ่าเจ้าชายให้ตาย

เหตุการณ์นี้พระเซนก็รู้เรื่องด้วยโดยตลอด ดังนั้นเมื่อเจ้าชายมาถึงวัด พระเซนไม่สนทนาอะไรกับเจ้าชายมาก ได้แต่สั่งให้เจ้าชายผู้สูงศักดิ์ไปเก็บกวาดถ้ำที่เต็มไปด้วยมูลค้างคาว และให้ทำงานหนักอย่างนี้จนถึงเจ็ดวันโดยไม่พูดอะไรด้วยเลย

พอวันที่เจ็ดเจ้าชายทนไม่ไหว รู้สึกเบื่อ และโกรธจัดมากที่พระเซนให้ตนทำงานไร้สาระ เขาจึงรีบวิ่งออกมาหาพระเซนและพูดอย่างไม่สุภาพว่า

เจ้าชาย : พอทีเถอะหลวงพ่อ!!!! นี่หรือคือความเมตตาของท่าน ให้เราทำแต่เรื่องไร้สาระอยู่ได้ เราผิดหวังในตัวท่านมาก ไม่เอาแล้วเราจะกลับวัง แต่ก่อนกลับเราขอถามหน่อยว่าทำไม่ท่านจึงทำอย่างนี้กับเรา

พระเซนนิ่งคิดสักครู่ มองหน้าเขาด้วยดวงตาที่ชุ่มเย็นก่อนจะพูดว่า " ช่วงเวลาเจ็ดวันที่เจ้าชายอยู่ที่วัด ได้มีนักฆ่ากลุ่มหนึ่งออกมาตามฆ่าเจ้าชาย อาตมามีความจำเป็นต้องให้ท่านไปหลบซ่อนตัวยู่ในถ้ำก่อน และขออภัยด้วยที่ไม่บอกความจริงให้รู้ เพราะถ้าเจ้าชายรู้พระองค์จะออกมาสู้รบกับนักฆ่าซึ่งมีจำนวนมาก เจ้าชายอาจถึงแก่ชีวิตได้ และต้องขออภัยที่ให้ทำงานหนักเพราะงานจะเป็นสิ่งที่ผูกให้ท่านอยู่ในถ้ำได้ ครบเจ็ดวัน แต่ขณะนี้พวกนักฆ่ากลับไปแล้วเจ้าชายเสด็จกลับวังได้ ปลอดภัยแล้ว

เมื่อเจ้าชายได้ฟัง เขาถึงกลับทรุดตัวลงหมอบกราบพระเซน ความอหังกาเมื่อครู่หายไปหมด เหลือแต่ความปลื้มปีติในความเมตตา จนพูดไม่ออก น้ำตาไหลพราก พร้อมกับบรรจงก้มกราบขอขมาหลวงพ่ออย่างเนิ่นช้า

ก่อนเจ้าชายจะกลับพระเซนได้พูดด้วยน้ำเสียงนิ่งเงียบว่า " บางครั้งแม้เราจะมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กัน ก็ใช่ว่าผู้รับจะรู้สึกชอบใจเสมอไป แต่สิ่งที่ดีที่สุดก็คือสิ่งที่ดีที่สุด ผลย่อมออกมาดีที่สุด ดังนั้น มนุษย์เราควรมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้ผู้อื่นเสมอ "

เรื่องที่ 16 อาหารรสเลิศ


กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีมหาเศรษฐีคนหนึ่ง มีนิสัยตระหนี่ ขี้เหนียวมาก ที่สำคัญชอบเพ่งโทษคนอื่น ตั้งแต่เกิดจนแก่เศรษฐีไม่เคยชื่นชมใครเลย ความนีได้ล่วงรู้ถึงพระเซน ด้วยกระจิตที่เปลี่ยมไปด้วยเมตตา ดังนั้นรุุ่งเช้าท่านจึงไปบิณฑบาตรโปรดมหาเศรษฐีถึงบ้าน เพื่อให้เศรษฐีคลาย ทิฐิมานะลง
พระเซนบิณฑบาตรติดๆกันอย่างนี้ถึงสามวันก็ไม่ได้อะไรเลย มหาเศรษฐีไม่ใส่บาตรเลย จนกระทั่งถึงวันที่สี่ขณะที่พระเซนกำลังบิณฑบาตรอยู่นั้น มหาเศรษฐีก็พูดขึ้นว่า

มหาเศรษฐี : พระจอมขี้เกียจ ไม่ยอมทำมาหากิน มาทำอะไรที่นี่ ท่านไม่มีทางได้อะไรจากเราหรอก
พระ เซนยืนนิ่งสักครู่แล้วพูดขึ้นว่า " ได้ซิ อย่างน้อยวันนี้ก็ได้คำพูดจากท่าน"

มหาเศรษฐีช้ำใจที่ด่าแล้วพระไม่ โกรธ จึงเพิ่มคำด่าให้แรงขึ้นว่า " คำพูดที่เป็นคำด่า ท่านชอบเหรอ ได้เราจะด่าให้อีก เจ้าพระหัวโล้น เจ้าพระขี้ขอ เจ้าพระฯลฯ จิปาถะคำด่า "

มหา เศรษฐี : ไงละ ไม่พูดอะไรเลย ท่านยอมแพ้ข้าแล้วใช่ไหมละ

พระเซนนิ่ง คิดสักครู่ก่อนจะพูดว่า " ช้าก่อนมหาเศรษฐี ก่อนที่เราจะตอบท่านเราขอถามท่านสักนิดได้ไหม เราได้ยินมาว่าท่านเป็นผู้มีปัญญามาก คงแก้ปัญหานี้ได้ "

มหา เศรษฐีได้ฟังแล้วปานว่าตัวจะลอย " ได้ซิ ถามมาเลย "

พระเซน : หากท่านทำอาหารอันเลิศรส แล้วเชื้อเชิญญาติมาบริโภคอาหาร หากญาติเหล่านั้นไม่บริโภคอาหารเลย ท่านจะทำอย่างไร

มหา เศรษฐี : ถามโง่ๆ ข้าก็บริโภคเองนะซิ ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ
พระเซนนิ่งเงียบ สักครู่ก่อนจะพูดขึ้นว่า " เช่นกัน คำด่าของท่าน เราไม่ถือเอา ท่านก็จะเป็นผู้บริโภคเอง "

มหาเศรษฐีอึ้งและจุก จนแน่นหน้าอกเลยทีเดียว พูดอะไรไม่ออก เพราะโดนเต็มๆ ได้แต่ยืนนิ่งฟัง หลังจากนั้นพระเซนพูดต่อไปว่า " ผู้ที่ชอบเพ่งโทษคนอื่น เป็นบุคคลที่น่าสงสารอย่างยิ่ง เพราะในขณะที่เขาเพ่งโทษคนอื่น จิตใจของเขาเล่าร้อน เผารนตนเอง แต่คนที่ถูกเขาเพ่งโทษกลับไม่รู้สึกอะไรเลย "
ด้วยบทธรรมอันนี้เองมหา เศรษฐีก็ได้คลายมานะทิฐิลง

เรื่องที่ 15 ทางแยกอันตราย


กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ผู้จัดการบริษัทแห่งหนึ่งได้พาพนักงานมาปฏิบัติธรรมที่วัดเซน สาเหตเป็นเพราะพนักงานเหล่านี้ชอบทำงานผิดพลาดอยู่เสมอ พอทุกคนมาถึงหลวงพ่อก็ถามสารทุกข์สุขดิบตามมารยาท แต่ถ้าเป็นหลวงพ่อวัดเซนแล้ว ท่านคงจะไม่ใช่แค่ถามเฉยๆ แต่จะแทรกการสอนเราด้วยทุกขณะ

หลวงพ่อ : มากัน ยังไงละนี่
พนักงาน : นั่งรถยนต์มากันครับ ขับมาเรื่อยๆ
หลวงพ่อ : เหรอ แล้วออกมาตั้งแต่กี่โมง
พนักงาน : โอ้ ตั้งแต่ตีห้าโน้นครับ
หลวงพ่อ : แล้วมาถึงวัดเมื่อไหร่ละ
พนักงาน : บ่ายสองโมงครับ
หลวงพ่อ : อ้าวทำไมช้าจังเลยละ ไปทำอะไรกันอยู่


พนักงาน : โอ้ย!!! หลงทางครับ ตรงทางแยกห้าเลนส์ รีบเกินไป ทำให้มองไม่เห็นป้ายส่งทาง ก็เลยเข้าโค้งผิดทางครับ ขับผิดทางตั้งนานกว่าจะรู้ตัวอีกที ก็กินเวลาเป็นชั่วโมงแล้วละครับ
หลวงพ่อ : แล้วทำยังไงละทีนี้

พนักงาน : ก็เริ่มตั้งต้นทางใหม่ ตรงที่ผิดนั่นแหละครับ ที่นี้ช่วยกันดูตลอดทางเลย เพื่อไม่ให้พลาดเหมือนครั้งแรก

หลวงพ่อ : เออ การขับรถช่างเหมือนกับการใช้ชีวิตของคนเราจังเลยนะ

พนักงาน : เอ๊ะ !!!! เหมือนยังไงเหรอครับหลวงพ่อ งงจัง

หลวงพ่อนิ่งเงียบสักครู่ก่อนจะค่อยๆพูดว่า " ในชีวิตการทำงานของเราก็เหมือนกัน หากเราเดินผิดทางแล้ว เป้าหมายของเราจะไกลออกไป ไกลออกไปทุกที ห่างความสำเร็จออกไปทุกที "
พนักงานทุกคน นิ่งเงียบ ตั้งใจฟัง แล้วหลวงพ่อก็พูดต่อไปว่า

" ในชีวิตคนเรา อะไรที่เราทำลงไปแล้ว เราจะไม่สามารถเอาคืนได้ ดังนั้นก่อนทำอะไรต้องใคร่ครวญให้ดี วางแผนให้ดีก่อนค่อยทำ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม หากเรารู้ตัวว่าทำผิด ก็ควรที่จะรีบแก้ไขตัวเองเสียใหม่ เหมือนที่เรารีบกลับรถเมื่อรู้ตัวว่าผิดทางนั่นแหละ จะได้ไม่ต้องสายเกินแก้ และที่สำคัญเราจะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจกับการกระทำของเราเองทีหลัง "